Rich Comprehensible Input™: วิทยาศาสตร์ของการเรียนรู้ภาษา

ผู้ใหญ่เรียนรู้ภาษาที่สองได้ทางเดียวเท่านั้น คือการฟังและการอ่านสิ่งที่เข้าใจได้เป็นส่วนใหญ่ นักวิจัยเรียกสิ่งนี้ว่า "Comprehensible Input" (อินพุตที่เข้าใจได้) งานวิจัยกว่า 40 ปีแสดงให้เห็นว่าเราเรียนรู้ภาษาจากการได้รับ Comprehensible Input ในปริมาณมาก (Krashen, 1982)

Comprehensible Input คืออะไร

Comprehensible Input คือภาษาที่คุณฟังหรืออ่านแล้วเข้าใจเป็นส่วนใหญ่ คำว่า "เป็นส่วนใหญ่" หมายถึงมากพอที่จะเข้าใจสารได้อย่างสบาย ในขณะที่ยังมีบางอย่างที่คุณยังไม่เคยเรียนปนอยู่ด้วย (Krashen, 1985)

ภาษาเข้าสู่สมองผ่านการฟังและการอ่าน ทั้งสองอย่างนี้คือ Input (อินพุต สิ่งที่เข้าสู่สมอง) เมื่อคุณเข้าใจสารภาษาอังกฤษ สมองจะรับคำ ไวยากรณ์ และเสียงของสารนั้นไปโดยไม่รู้ตัว (Input) สมองทำสิ่งนี้โดยไม่ต้องเรียนอย่างตั้งใจเลย

ภาษาเข้าสู่สมองผ่านการอ่านและการฟัง (Input) และออกจากสมองผ่านการพูดและการเขียน (Output)
ภาพที่ 2 ภาษาเข้าสู่สมองผ่านการอ่านและการฟัง (Input) และออกจากสมองผ่านการพูดและการเขียน (Output)

การพูดและการเขียนคือ Output (เอาต์พุต สิ่งที่ออกจากสมอง) Output เป็นผลของการเรียนรู้ที่ได้มาจาก Input นั่นหมายความว่าการพูดและการเขียนโดยตัวมันเองไม่ได้ทำให้เกิดการเรียนรู้ภาษา (Krashen, 1998) เราเรียนรู้ภาษาผ่าน Input เท่านั้น

การเรียนภาษาอังกฤษกับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษต่างกันอย่างไร

สมองมีความรู้ทางภาษาอยู่สองแบบ

แบบแรกคือความรู้ "เกี่ยวกับ" ภาษา ครอบคลุมสิ่งที่คุณรู้เรื่องกฎไวยากรณ์ การสะกดคำ การออกเสียง และ "ข้อเท็จจริง" อื่นเกี่ยวกับภาษา ความรู้เกี่ยวกับภาษามาจากการเรียนอย่างตั้งใจและรู้ตัว ภาษาที่ "เรียนมา" แบบนี้ช้าโดยธรรมชาติ เพราะเวลาจะใช้ คุณต้องมีเวลาคิดถึงกฎเหล่านั้นและวิธีนำไปใช้

แบบที่สองมาจากการเรียนรู้ตัวภาษาเอง ความรู้ที่ "เรียนรู้มา" นี้เป็นระบบอัตโนมัติที่ไม่รู้ตัวและรวดเร็ว ซึ่งคุณใช้ในการเข้าใจและพูดจริง

เวลาฟังเพื่อนเล่าเรื่อง คุณไม่ได้หยุดถามตัวเองว่า "เมื่อกี้เป็นอดีตหรือเปล่า" คุณแค่เข้าใจ นั่นคือการเรียนรู้ภาษาแบบไม่รู้ตัวกำลังทำงาน

ความรู้สองแบบนี้เป็นคนละระบบกันโดยสิ้นเชิง ความรู้ที่เรียนมาอย่างรู้ตัวและ "ช้า" ไม่ได้กลายเป็นความรู้อัตโนมัติที่ไม่รู้ตัวและ "เร็ว" (Krashen, 1982) คุณอาจรู้กฎการเติม "s" ของประธานบุรุษที่สามอย่างแม่นยำ แต่ยังพูดผิดอยู่ดี

เวลาใช้ภาษาในชีวิตจริง ระบบที่ไม่รู้ตัวทำงานราว 95 ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ (Krashen, 1985) คำถามที่แท้จริงของผู้เรียนคือจะเพิ่มอะไรเข้าไปในระบบที่ไม่รู้ตัวนั้นได้อย่างไร คำตอบคือการได้รับ Comprehensible Input

ทำไมผู้เรียนส่วนใหญ่จึงหยุดอยู่ที่ระดับกลาง

ผู้เรียนที่ไปถึงระดับกลางในภาษาที่สอง มีไม่ถึงหนึ่งในสี่ที่กลายเป็นผู้พูดระดับสูงได้ (McQuillan, 2019 โดยใช้ข้อมูลจาก Nielson, 2011) ผู้เรียนบางคนเรียกภาวะนี้ว่า "ที่ราบสูงระดับกลาง"

ภาวะนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุหรือความสามารถทางภาษา สาเหตุคือการได้รับ Comprehensible Input ในภาษาอังกฤษไม่มากพอ คือไม่ได้ฟังและอ่านภาษาที่ผู้เรียนเข้าใจและมีสิ่งใหม่อยู่ในนั้น ผู้เรียนระดับกลางได้ฟังภาษาอังกฤษมามากพอที่จะเข้าใจคนที่พูดช้าและชัด แต่ยังไม่มากพอที่จะเข้าใจคำพูดเร็วหรือพูดได้คล่อง

ทำไมคุณเข้าใจภาษาอังกฤษแต่พูดไม่ได้

ผู้เรียนจำคำได้มากกว่าคำที่ใช้ได้จริงอยู่มาก Stuart Webb (2008) พบว่าช่องว่างระหว่างการจำคำได้กับการใช้คำนั้นกว้างขึ้นเมื่อคำนั้นพบได้น้อยลง

ดังนั้นคำหลายคำที่คุณคิดว่า "รู้แล้ว" จริง ๆ แล้วเรียนรู้มาแค่ครึ่งเดียว คุณเข้าใจได้เมื่อมีคนพูดช้า แต่ยังใช้ในการพูดได้ไม่คล่องและยังฟังไม่ทันเมื่อภาษาอังกฤษถูกพูดเร็ว

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ พร้อมข้อมูลจากสองการศึกษา: ทำไมคุณเข้าใจภาษาอังกฤษแต่พูดไม่ได้

คุณต้องการ Input มากแค่ไหน

คุณต้องเจอคำใหม่ราว 10 ถึง 15 ครั้งในสิ่งที่ฟังและอ่าน ก่อนจะรู้จักคำนั้นดีพอที่จะเข้าใจได้อย่างมั่นคง (Pellicer-Sánchez & Schmitt, 2010) ส่วนการนำคำไปใช้ในคำพูดของตัวเองนั้น มักต้องเจอมากกว่านั้นอีกหลายเท่า

ด้วยเหตุนี้ ปริมาณ Comprehensible Input ที่คุณได้รับในภาษาอังกฤษจึงสำคัญกว่าเทคนิคการเรียนใด ๆ เมื่อเห็นคำหนึ่งครั้งสองครั้ง คุณจะเรียนรู้บางอย่างเกี่ยวกับคำนั้น แต่อาจยังไม่พอจะใช้ได้ เมื่อเห็นคำเดิมหลายครั้งในประโยคที่ต่างกัน โอกาสที่คุณจะจำได้และนำไปใช้ภายหลังก็มากขึ้น

ทำไมที่ราบสูงระดับกลางจึงเป็นปัญหาเรื่อง Input

การฟังคำพูดเร็วไม่ทันและการพูดได้ลำบาก ทั้งสองอย่างเป็นผลจากการที่สมองยังได้รับ Comprehensible Input ในภาษาอังกฤษไม่มากพอ

ปริมาณ Input Input ที่ต้องใช้ในการพูด และการฟังเร็ว คุณอยู่ตรงนี้ ที่ราบสูงระดับกลาง Input พอสำหรับอังกฤษช้า สิ่งที่มีอยู่แล้ว
ภาพที่ 7 ที่ราบสูงระดับกลางคือการขาด Input คุณมี Input พอที่จะเข้าใจภาษาอังกฤษที่พูดช้า แต่ยังไม่พอที่จะเข้าใจภาษาอังกฤษที่พูดเร็วหรือพูดออกมาเอง การก้าวต่อไปต้องใช้ Comprehensible Input มากขึ้น

งานวิจัยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาแสดงว่าคลังคำที่ใช้ผลิตได้ คือคำที่คุณใช้ได้จริง ทำนายความคล่องในการพูดได้อย่างชัดเจน (Uchihara & Saito, 2019 และ Tong, Hasim, & Abdul Halim, 2022) วิธีเพิ่มคลังคำที่ใช้ผลิตได้คือการเจอคำเหล่านั้นบ่อยขึ้นใน Input ที่คุณเข้าใจ การ "ฝึก" พูดไม่ช่วย เพราะการพูดคือ Output และสิ่งที่คุณต้องการคือInput (Krashen, 1998)

Rich Comprehensible Input™ ทำงานอย่างไร

Rich Comprehensible Input™ คือ Comprehensible Input ซึ่งส่งถึงคุณในระดับที่พอดี สิ่งที่เราเรียกว่า "i + 1 Leveling" และในปริมาณที่พอดี

ข้อแรก ระดับพอดี บทเรียนมีภาษาใหม่สำหรับคุณแต่ยังเข้าใจได้ เพราะใช้คำในกลุ่มคำ 2,000 ถึง 4,000 กลุ่มแรกที่พบบ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งเป็นคำของบทสนทนาในชีวิตประจำวันพอดี (Krashen, 1985)

ข้อสอง คำอธิบายยังคงเป็นภาษาอังกฤษ คำยากอธิบายด้วยคำอังกฤษง่าย ๆ ในประโยคจริง โดยไม่แปล (Krashen, 1982)

ข้อสาม ปริมาณ Input มาก และการทวนซ้ำถูกออกแบบไว้ในวิธีการเอง คำศัพท์สนทนาที่สำคัญที่สุดถูกทวนซ้ำตลอดบทเรียนกว่า 1,800 บท และนั่นคือวิธีที่คุณได้เจอคำเหล่านั้นหลายครั้ง (Pellicer-Sánchez & Schmitt, 2010)

วิธีการของ ESLPod อธิบายวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการออกแบบบทเรียนแต่ละบท

คุณควรเลิกทำอะไร

เลิกท่องรายการคำศัพท์ เลิกทำแบบฝึกไวยากรณ์เป็นกิจกรรมหลัก และเลิกฟังภาษาอังกฤษที่คุณไม่เข้าใจ งานวิจัยบอกว่าทั้งสามอย่างนี้กินเวลาที่ควรใช้กับสิ่งที่ได้ผลจริงมากกว่า นั่นคือการได้รับ Comprehensible Input

ข้อมูลของคอร์สเชิงพาณิชย์แสดงว่าการฝึกภาษาส่วนใหญ่แย่เพียงใด ในการศึกษาผู้ใหญ่ที่ใช้โปรแกรมเรียนภาษายอดนิยมโปรแกรมหนึ่ง 99 เปอร์เซ็นต์เลิกก่อนจะเรียนจบแม้แต่ 10 ชั่วโมงจากคอร์ส 200 ชั่วโมง (Nielson, 2011)

อ่านงานวิจัยฉบับเต็มพร้อมตารางเทียบรายผลิตภัณฑ์: ทำไมแอปเรียนภาษาและติวเตอร์จึงไม่ทำให้คุณพูดคล่อง

อ่านงานวิจัยเชิงลึกได้ที่ไหน

แต่ละหน้าต่อไปนี้ครอบคลุมงานวิจัยส่วนหนึ่งอย่างครบถ้วน พร้อมการศึกษาและแผนภูมิ

ดูบทความวิจัยทั้งหมด จัดกลุ่มตามหัวข้อ

วันนี้คุณทำอะไรได้บ้าง

หยิบเสียงภาษาอังกฤษที่คุณใช้เรียนอยู่ตอนนี้มาหนึ่งนาที แล้วนับว่าต้องหยุดกี่ครั้งเพราะไม่เข้าใจ ถ้าต้องหยุดเพื่อเดาความหมายมากกว่าสองครั้ง สื่อนั้นน่าจะยากเกินไป คุณจะเรียนรู้ได้มากกว่าจากสิ่งที่ง่ายกว่า

ลองเปลี่ยนเป็นหาภาษาอังกฤษ 20 นาทีที่คุณเข้าใจเกือบทั้งหมด แล้วฟังวันนี้เลยโดยไม่หยุดเปิดหาคำศัพท์ วิธีนี้ดีกว่าและได้ผลกว่า

ถ้าวิทยาศาสตร์นี้ฟังดูสมเหตุสมผลสำหรับคุณ ลองดู Unlimited English ที่มีบทเรียนเสียงกว่า 1,800 บทและ Learning Guides ฉบับเต็ม ทั้งหมดออกแบบเป็น Comprehensible Input สำหรับผู้เรียนระดับกลาง

~ Dr. Jeff McQuillan, Center for Educational Development, Los Angeles, California

เอกสารอ้างอิง

  1. Krashen, S. D. (1982). Principles and practice in second language acquisition. Pergamon.
  2. Krashen, S. D. (1985). The input hypothesis: Issues and implications. Longman.
  3. Krashen, S. D. (1998). Comprehensible output? System, 26(2), 175-182.
  4. McQuillan, J. (2019). And then there were none? Measuring the success of commercial language courses. International Journal of Foreign Language Teaching, 8(1), 2-5.
  5. Nielson, K. B. (2011). Self-study with language learning software in the workplace: What happens? Language Learning & Technology, 15(3), 110-129.
  6. Pellicer-Sánchez, A., & Schmitt, N. (2010). Incidental vocabulary acquisition from an authentic novel: Do Things Fall Apart? Reading in a Foreign Language, 22(1), 31-55.
  7. Tong, Y., Hasim, Z., & Abdul Halim, H. (2022). The impact of L2 vocabulary knowledge on language fluency. Pertanika Journal of Social Sciences & Humanities, 30(4), 1723-1751.
  8. Uchihara, T., & Saito, K. (2019). Exploring the relationship between productive vocabulary knowledge and second language oral ability. The Language Learning Journal, 47(1), 64-75.
  9. Webb, S. (2008). Receptive and productive vocabulary sizes of L2 learners. Studies in Second Language Acquisition, 30(1), 79-95.
รับบทเรียนฟรี